“คำแนะนำ” เลือกซื้อประกันสุขภาพอย่างไร?

การเจ็บป่วยจากโรคภัยต่าง ๆ เป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกหนีได้ อีกทั้งยังนำมาซึ่งภาระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อาทิ ค่ารักษาตัวระหว่างอยู่ในโรงพยาบาล และค่ารักษาตัวหลังออกจากโรงพยาบาล ดังนั้นการทำประกันสุขภาพ จึงเป็นเหมือนเกราะป้องกันภัยจากค่ารักษาพยาบาลที่ดีนั่นเอง แล้วคุณจะเลือกประกันสุขภาพเพื่อป้องกันชีวิตและค่าใช้จ่ายอย่างไร? ให้ครอบคลุมตั้งเเต่การเจ็บป่วยแบบธรรมดาไปจนถึงการเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายเเรง บทความนี้จึงเป็นการเเนะนำเพื่อเลือกซื้อประกันสุขภาพให้เหมาะสมกับตัวคุณค่ะ ซึ่งปัจจัยสำคัญในการเลือกซื้อประกันสุขภาพมีดังนี้

1. เบี้ยประกัน
    เงินที่คุณจ่ายให้กับบริษัทประกันเพื่อซื้อความคุ้มครอง โดยอัตราเบี้ยประกันสุขภาพจะปรับเปลี่ยนไปตามอายุ ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงในแต่ละช่วงอายุ เช่น ตอนเด็กค่าเบี้ยประกันสูง เพราะเด็กเสี่ยงที่จะเกิดโรคต่าง ๆ ได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ ซึ่งเบี้ยประกันที่เหมาะสมควรจ่ายไม่เกิน 10-15% ของรายได้รวมทั้งปี เช่น รายได้ต่อเดือน 15,000 บาท หนึ่งปีจะมีรายได้รวม 180,000 บาท เมื่อคิดค่าเบี้ยประกันสุขภาพที่จ่ายในหนึ่งปีที่ 10% คิดเป็นเงิน 18,000 บาทต่อปี หรือถ้ารับได้ที่ 15% ก็จะคิดเป็นเงิน 27,000 บาทต่อปี ฉะนั้นก่อนเลือกซื้อประกันสุขภาพควรดูตารางค่าเบี้ยประกันตลอดอายุสัญญาด้วย

2. วงเงินคุ้มครอง
    การเจ็บป่วย คือสิ่งที่คาดเดาได้ยาก ดังนั้นคุณต้องคิดถึงกรณีเมื่อเกิดสิ่งร้ายเเรงที่สุดกับตัวคุณเพื่อคาดการณ์ว่า ประกันสุขภาพต้องมีเงินคุ้มครองเท่าไหร่ ถึงจะครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด เพราะถึงแม้คุณจะมีประกันสุขภาพแล้ว เเต่ค่ารักษาพยายบาลทั้งหมดของคุณอาจไม่ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้น คุณก็ต้องจ่ายส่วนต่างตรงนี้ เช่น ค่ารักษาทั้งหมดของคุณ คือ 150,000 บาท เเต่ประกันคุ้มครองเพียง 50,000 บาท แสดงว่าอีก 100,000 บาท คุณต้องจ่ายเอง ฉะนั้นเมื่อคุณคิดจะซื้อประกันสุขภาพควรซื้อประกันสุขภาพที่มีวงเงินคุ้มครองสูงเพื่อที่คุณจะได้ไม่ต้องเสียเงินอีก

3. ความเสี่ยง
    ความเสี่ยงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพส่วนตัว กรรมพันธุ์ และโรคประจำตัวอื่น ๆ นั้น ในแต่ละบริษัทประกันชีวิตหรือประกันสุขภาพจะครอบคลุมไม่เหมือนกัน ดังนั้นเมื่อคุณประเมินความเสี่ยงของตนเองว่าอาจจะเกิดโรคอะไรขึ้นได้บ้าง ยิ่งจะทำให้คุณเลือกซื้อประกันสุขภาพที่เหมาะสมได้มากขึ้น เช่น ครอบครัวของคุณมีกรรมพันธุ์โรคหัวใจ เเสดงว่าคุณมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจ คุณจึงต้องเลือกประกันสุขภาพที่ครอบคลุมถึงโรคหัวใจ เพราะถ้าไม่ครอบคลุม บริษัทประกันจะไม่สามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลเเละเงินชดเชยให้คุณได้ เพราะนอกเหนือกรมธรรม์ที่ได้ทำไว้ 

4. การคุ้มครอง
    การเจ็บป่วยเเต่ละครั้ง ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลมากมาย เช่น ค่าห้องรักษาพยาบาล ค่าผ่าตัด ค่าใช้จ่ายตลอดการพักฟื้น ค่ายารักษาโรค และการเจ็บป่วยธรรมดาที่ไม่ต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล หรือเป็นการรักษาตัวในคลินิก ดังนั้นคุณจึงต้องเลือกประกันสุขภาพที่ครอบคลุมทั้งผู้ป่วยใน (IPD) ที่นอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล เเละผู้ป่วยนอกที่ไม่ได้นอนพักฟื้นในโรงพยาบาล (OPD) จะได้ครอบคลุมการรักษาตั้งเเต่การป่วยเล็กน้อยไปจนถึงโรคร้ายเเรง ทั้งนี้ยังมีทางเลือกความคุ้มครองสุขภาพแบบเหมาจ่ายไม่จำกัดค่ารักษาพยาบาลต่อรายการอีกด้วย

5. กระเเสเงินสดของตนเอง
    เมื่อคุณซื้อประกันสุขภาพเรียบร้อยแล้ว จะต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันตามสัญญา ฉะนั้นเงินค่าเบี้ยประกันที่คุณต้องจ่ายทุกเดือนต่อปี ควรเป็นเงินที่ไม่เดือดร้อนกับค่าใช้จ่ายหลัก เพราะการทำประกันสุขภาพเป็นเหมือนการซื้อความอุ่นใจด้านสุขภาพในอนาคต จึงไม่ควรส่งผลกระทบต่อวงเงินในปัจจุบัน

6. โรงพยาบาลที่สามารถรักษาได้
    ส่วนใหญ่บริษัทประกันชีวิตหรือประกันสุขภาพจะกำหนดเครือโรงพยาบาลมาให้ ซึ่งบางครั้งการเจ็บป่วยอาจไม่ได้เกิดขึ้นในละแวกพื้นที่โรงพยาบาลในเครือข่ายเสมอไป ดังนั้นคุณควรเลือกซื้อประกันสุขภาพที่พร้อมให้คุณรักษาในโรงพยาบาลตามพื้นต่าง ๆ ได้อย่างครอบคลุมทุกความเสี่ยง

การทำประกันสุขภาพและการทำประกันชีวิตเปรียบเสมือนองครักษ์ที่คอยดูเเล ทั้งการเงินเเละสุขภาพของคุณ เพราะเมื่อเกิดการเจ็บป่วยคุณจะได้ไม่ต้องกังวลว่าจะกระทบถึงความมั่นคงในชีวิตเเละครอบครัว ดังนั้นถ้าคุณเลือกทำประกันสุขภาพที่ครอบคลุมตามชีวิตคุณจริง ๆ บริษัทประกันชีวิตจะดูเเล ทั้งตัวคุณเเละครอบครัวเป็นอย่างดี ถ้าคุณสนใจเลือกซื้อประกันสุขภาพ ขอแนะนำแมนูไลฟ์ ฟินชัวรันส์ ประกันชีวิตและประกันสุขภาพออนไลน์ที่ให้คุณฟินกว่า